มัทฉะ (Matcha) เป็นชาเขียวชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ความแตกต่างของมัทฉะจากชาเขียวทั่วไปอยู่ที่กระบวนการผลิตและการบริโภค มัทฉะทำจากใบชาอ่อนที่ถูกบดละเอียดเป็นผง ทำให้สามารถละลายน้ำได้และสามารถบริโภคใบชาได้ทั้งหมด ซึ่งช่วยให้ได้รับสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวแบบชงปกติ
การทำมัทฉะให้อร่อยไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับเทคนิคในการชง เพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้น หอม และกลมกล่อม
ขั้นตอนการทำมัทฉะให้อร่อย
1. เลือกมัทฉะคุณภาพดี
- มัทฉะแบ่งออกเป็น เกรดพิธีกรรม (Ceremonial Grade) และ เกรดทำอาหาร (Culinary Grade)
- หากต้องการดื่มแบบดั้งเดิม แนะนำให้ใช้ Ceremonial Grade เพราะมีรสชาติหวานละมุน และกลิ่นหอมที่ซับซ้อน
2. ใช้น้ำอุณหภูมิที่เหมาะสม
- น้ำที่ร้อนเกินไป (มากกว่า 80°C) จะทำให้มัทฉะมีรสขม
- ควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 70-80°C เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและไม่ขมจนเกินไป
3. ร่อนผงมัทฉะก่อนชง
- การร่อนมัทฉะผ่านตะแกรงช่วยให้ละลายน้ำได้ง่ายขึ้น ไม่จับตัวเป็นก้อน ทำให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม
4. ใช้ไม้ตีชา (Chasen) เพื่อให้ฟองเนียนละเอียด
- การใช้ Chasen (ไม้ตีชาแบบญี่ปุ่น) จะช่วยให้มัทฉะมีเนื้อเนียนละเอียด มีฟองนุ่ม และช่วยกระจายรสชาติได้ดี
- ควรตีในลักษณะ “W” หรือ “M” แทนการคนเป็นวงกลม เพื่อให้มัทฉะเข้ากับน้ำได้อย่างสมบูรณ์
5. ชงแบบดั้งเดิมหรือทำลาเต้ก็ได้
- หากต้องการรสชาติดั้งเดิม ให้ชงแบบ Usucha (มัทฉะเข้มข้น) หรือ Koicha (มัทฉะข้นพิเศษ)
- ถ้าต้องการดื่มแบบนุ่มละมุน แนะนำให้ทำ มัทฉะลาเต้ โดยเติมนมสดหรือนมพืช และสามารถเพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามต้องการ
มัทฉะที่อร่อยขึ้นอยู่กับคุณภาพและวิธีการชง
การทำมัทฉะให้อร่อยไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงเลือกมัทฉะคุณภาพดี ใช้อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม และตีฟองให้เนียนนุ่ม ก็สามารถเพลิดเพลินกับรสชาติของมัทฉะได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะดื่มแบบดั้งเดิมหรือดัดแปลงเป็นมัทฉะลาเต้ก็ให้ความอร่อยและประโยชน์ต่อสุขภาพ